เลเซอร์หน้าใส ผิวขาว กระจ่างใส เรียบเนียน 

เลเซอร์หน้าใส

ผิวขาว กระจ่างใส เรียบเนียน  เป็นที่ต้องการของสาว ๆ แถบเอเชียส่วนใหญ่ แถบยุโรปก็จะต้องผิวเรียบเนียนไม่เน้นขาว   วิธีการดูแลผิวหน้าให้กระจ่างใส ลดรอยดำ ไร้ริ้วรอย ยกกระชับผิวและรูขุมขน รักษาสิวอุดตัน สิวอักเสบ หรือหลุมสิว หนึ่งในวิธีดูแลผิวที่เห็นผลอย่างรวดเร็ว คือ การทำเลเซอร์ผิว (Skin Laser)

เลเซอร์ คือ คลื่นแสงที่มีพลังงานเข้มข้นสูง ความยาวอาจอยู่ในช่วงของแสงยูวี  หรือแสงอินฟราเรด ก็ได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของเลเซอร์

การทำเลเซอร์ผิว (Skin Laser) เป็นวิธีการดูแลผิวที่มีประสิทธิภาพ มีหลายชนิด เช่น PDL  CO2  Q-Switched หรือ Picosecond laser ซึ่งเลเซอร์แต่ละชนิดใช้รักษาปัญหาผิวได้อย่างหลากหลาย เช่น รอยดำ รอยแดง ปานแดง หลุมสิว สิว สิวอักเสบ ริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ ขี้แมลงวัน ฯลฯ โดยเลเซอร์แต่ละชนิดอาจสามารถรักษาปัญหาผิวได้เพียงอย่างเดียว หรือรักษาได้หลายปัญหาก็ได้

การรักษาผิวด้วยเลเซอร์ควรทำอย่างต่อเนื่องเพื่อผลลัพธ์ที่ดีสุด โดยจำนวนครั้ง ความถี่ และผลลัพธ์ของการรักษาจะแตกต่างกันไปตามปัญหาผิวของแต่ละบุคคล

เลเซอร์หน้าใส

ชนิดของเลเซอร์

เลเซอร์ที่นำมาใช้ในการรักษาผิวมีหลายรูปแบบ โดยชนิดของเลเซอร์ที่พบบ่อยมี ดังนี้

1.เลเซอร์พัลส์ดาย (Pulsed Dye Laser: PDL)

จุดเด่น รักษาความผิดปกติของเส้นเลือด โดยไม่เป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อข้างเคียง และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวชั้นใน ช่วยให้ริ้วรอยลดลงได้อีกด้วย แก้ปัญหาผิว ปานแดงจากเส้นเลือด เส้นเลือดฝอยขยาย ฝ้าเส้นเลือด แผลเป็นนูน หรือคีลอยด์ สิว สิวอักเสบ รอยแดงจากสิว และรอยสักสีแดง

2.เลเซอร์ชนิดคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide) หรือ CO2 laser

จุดเด่น การดูดซับน้ำในชั้นผิวหนัง เมื่อฉายแสงเลเซอร์ CO2 ไปที่ผิวหนังจะทำให้เกิดการตายของหนังกำพร้า และเกิดการแยกตัวของชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ ทำให้ร่องรอย  เช่น  กระ หรือขี้แมลงวันที่อยู่บนชั้นหนังกำพร้าถูกกำจัดออกไป แก้ปัญหา กระ จุดด่างดำ ขี้แมลงวัน รอยตีนกา รอยย่น แผลเป็น เนื้องอกบางชนิด ติ่งเนื้อ รอยสิว และหลุมสิว

3.เลเซอร์เออร์เบี่ยมแย็ก (Erbium:YAG Laser)

จุดเด่น มีแสงความยาวคลื่น 2940 นาโนเมตร มีคุณสมบัติคล้าย CO2 laser เเต่ใช้เวลาในการฟื้นฟูผิวน้อยกว่า

ใช้ในการกรอทำให้บริเวณนั้นเรียบขึ้น ลบรอยแผลเป็น หลุมสิว ริ้วรอย ทั้งยังสามารถใช้กำจัดไฝ ขี้แมลงวัน กระเนื้อ และหูดได้

4.เลเซอร์ในกลุ่มคิวสวิตซ์ (Q-Switched)

เลเซอร์ในกลุ่ม Q-Switched เป็นเลเซอร์ที่มีคณสมบัติในการทำลายเม็ดสีที่ผิว ส่งผลต่อเนื้อเยื่อข้างเคียงน้อย เหมาะสำหรับใช้ในการรักษากระ ปานดำ ไฝ รอยสักสีดำ และกำจัดขนได้ในบางชนิด

เลเซอร์กลุ่ม Q-Switched มี 3 ชนิด แต่ละชนิดมีความยาวคลื่นที่แตกต่างกัน โดยยิ่งมีความยาวคลื่นมากก็ส่ามารถส่งผลต่อเม็ดสีในชั้นผิวได้ลึกลงไปอีก มีรายละเอียดดังนี้

4.1.Q-Switched ruby laser มีความยาวคลื่น 694 นาโนเมตร เป็นชนิดที่สามารถนำไปใช้ในการกำจัดขนได้ด้วย

4.2.Q-Switched alexandrite laser มีแสงความยาวคลื่น 755 นาโนเมตร

4.3.Q-Switched ND:Yag laser มีแสงความยาวคลื่น 532 และ 1064 นาโนเมตร

เครื่องจะปล่อยพลังงานออกมาเพื่อทำให้เม็ดสีแตกตัว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ความยาวคลื่นสั้นและกระจายทำให้ผิวลอก ตกสะเก็ดหลังการเลเซอร์ เน้นยิงเฉพาะจุดเพื่อลดรอยดำ กระ ฝ้า และกระชับรูขุมขน

5.Picosecond laser

จุดเด่น เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาให้ดีขึ้นจากเลเซอร์ Q-Switched โดยจะปล่อยพลังงานสูงในระยะเวลาที่สั้นกว่าและเร็วกว่า Q-Switched ถึง 10 เท่า ทำให้เม็ดสีแตกตัวดีกว่า จึงได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า แก้ปัญหา หลุมสิว ริ้วรอย จุดด่างดำ สามารถลบรอยสักที่มีหลายสี รวมถึงรอยสักที่ไม่สามารถลบออกด้วยวิธีอื่น

6.IPL (Intense Pulsed Light: IPL)

เป็นเทคโนโลยีให้กำเนิดพลังงานแสงที่มีความเข้มข้นสูง สามารถให้กำเนิดแสงหลาย ๆ ความยาวคลื่นในเวลาเดียวกัน และกระจายตัวเป็นวงกว้าง สามารถลดปริมาณเม็ดสีผิวเมลานินและกำจัดขนได้ ค่อนข้างอ่อนโยนต่อผิว ลงไม่ลึกถึงชั้นผิวในสุด ใช้รักษารอยคล้ำ ทำให้ผิวขาวใสขึ้น ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น รูขุมขนกว้าง ภาวะใบหน้าแดงจากเส้นเลือดฝอยที่หน้ามีปริมาณมากผิดปกติ และกำจัดขน

7. E-Matrix Laser

การทำงาน: เครื่องจะปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (RF) เพื่อให้เกิดแผลบริเวณใบหน้า ทำให้เกิดการกระตุ้นคอลลาเจน และสร้างเซลล์ผิวขึ้นมาทดแทน เน้นเพื่อรักษาหลุมสิวให้ตื้นขึ้น

ข้อเสีย: ผิวลอกตกสะเก็ดค่อยข้างเยอะ เพราะต้องทำให้ผิวเกิดบาดแผลเพื่อกระตุ้นผิวสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาแทนที่หลุมสิว ต้องทำมากกว่า 3-4 ครั้งต่อเนื่องหลุมผิวจะดูตื้นขึ้น 

8.Dual Yellow Laser 

เป็นนวัตกรรมเลเซอร์ที่อ่อนโยนต่อผิว ไม่ทำให้ผิวตกสะเก็ด และทำงานได้ดีในรอยดำ รอยแดงที่เกิดจากสิว ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใสสีผิวสม่ำเสมอขึ้น เป็นเครื่องที่ใช้การผสมผสานระหว่างแสงเลเซอร์สีเหลืองและแสงสีเขียว จึงไม่ทำลายชั้นผิวเน้นการทำงานเฉพาะจุด และไม่ต้องรอให้หน้าตกสะเก็ดเหมาะสำหรับรอยแดงจากสิว รอยแดงจากเส้นเลือด และรอยดำจากสิว เป็นเลเซอร์ที่มีความอ่อนโยนต่อผิว สามารถยิงได้ทั่วใบหน้าให้ผิวหน้ามีสีผิวกระจ่างใสสม่ำเสมอ

ในปัจจุบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีเลเซอร์มีความอ่อนโยนต่อผิวมากขึ้น สามารถทำได้ต่อเนื่องโดยไม่ทำให้หน้าบาง ทำงานได้เฉพาะเจาะจงมาก และแก้ปัญหาเม็ดสีได้อย่างชัดเจน 

ข้อดีของการทำเลเซอร์หน้าใส

1.แก้ไขปัญหาผิวหน้าคล้ำได้อย่างตรงจุด

2.ปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอกันทั่วใบหน้า

3.เห็นผลชัดและเร็วมากกว่าการทาครีมหรือทรีตเม้นท์ทั่วไป เห็นผลทันที

4.สามารถแก้ไขปัญหารอยคล้ำหรือรอยดำ รอยแดงเฉพาะจุดได้

5.โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น มีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ

6.ประหยัดเวลา ไม่ต้องใช้เวลาพกฟื้นนาน

การทำเลเซอร์หน้าใส

ข้อเสียของการทำเลเซอร์หน้าใส

1.ค่าใช้จ่ายในการทำแต่ละครั้งค่อนข้างสูง

2.การทำเลเซอร์จำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น อย่างต่อเนื่อง

3.จำเป็นต้องทำกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกพลังงานคลื่นเลเซอร์ที่เหมาะสมกับปัญหาผิวนั้นๆ

4.อาจมีความรู้สึกร้อนร้อนหรือแสบผิวขณะทำแต่เป็นความรู้สึกที่ทนได้ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ

โดยปกติแล้ว ผิวจะมีการผลัดเซลล์เองในทุกๆ 4-6 สัปดาห์ แต่เลเซอร์ผิวใสจะช่วยทำให้ผิวสามารถผลัดเซลล์ผิวได้เร็วขึ้น ช่วยเผยผิวทำให้หน้าไม่หมองคล้ำ ซึ่งจะเห็นว่า เลเซอร์ส่วนใหญ่นั้นอาจทำให้หน้าแดงหรือลอกตกสะเก็ดอยู่บ้างไม่ต้องกังวล  เลเซอร์จะพุ่งเป้าไปที่การลดเม็ดสีเมลานินในบริเวณผิวที่มีรอยคล้ำ รอยดำ โดยจะไม่ไปรบกวนผิวบริเวณโดยรอบ ทำให้การเลเซอร์ผิวสามารถแก้ไขปัญหาผิวได้อย่างตรงจุดมากกว่าการทาครีมหรือทรีตเม้นท์อื่นๆ จึงทำให้สามารถทำได้ทุก 4-6 สัปดาห์ โดยไม่ต้องกังวลว่าผิวเราจะบางลง หลังเลเซอร์หน้าใสจะเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังการทำเพียง 1 ครั้ง และเพื่อคงให้ผิวใสเนียน ดูสุขภาพดีอย่างต่อเนื่อง ควรทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ ดื่มน้ำเยอะ ๆ ร่วมกับทานวิตามินซี จะช่วยให้ผิวแข็งแรงสุขภาพดีค่ะ

Back To Top